
นักวิชาการ อภิปราย โมเดลแก้จน ABI (Area-Based Innovation) ว่า การทำอุตสาหกรรมกับคนจนดูไม่มีแรงส่ง แต่ก็มีตัวอย่างบางพื้นที่ที่นำสินค้ามือสองมาพัฒนาขายได้ และย้ำว่าดูเหมือนอุตสาหกรรมจะห่างไกลกับคนจนหรือคนจนเข้าไม่ถึง จึงเสนอให้มองหาเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ดีถูกจริตกับคนจนให้เข้าไปร่วมกิจกรรมได้
ในงานพลังสู้จนครั้งที่ 3 วันที่ 15ก.ย.2569 ฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ ผมไม่รู้ว่าใช้ตรรกะ นิยาม
หรือเครื่องมืออะไรในการศึกษา โมเดลแก้จน ABI ใน 2 ปี หรือ 6
ปี ที่ผ่านมา
- คิดว่าไม่ใช่ กรอบการดำรงชีพอย่างยั่งยืน SLF. (Sustainable Livelihoods Framework)
- คิดว่าไม่ใช่ การนำเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ชนบท มาวิเคราะห์ เช่น ข้าว มัน ยาง อ้อย
- คิดว่าไม่ใช่ กลยุทธ์การดำรงชีพของคนจน ที่พึ่งพาเกษตรกรรม หากไกลจากเมือง 100 กิโลเมตร

ขออภิปรายแย้งนะครับ ผมว่า นักวิชาการนิยาม ABI หรือ อุสาหกรรม ด้วยการมองจากภายนอกเข้ามาข้างใน จึงพยายามมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ นอกจากเศรษฐกิจหลัก (ข้าว มัน ยาง อ้อย) เรื่องนี้มองไม่ผิดครับแต่คนมองอยู่บนตึกสูง ล้อมรอบไปด้วยกิจการ บริษัท อุตสาหกรรม
แล้วก็บ่นจบด้วยการบอกว่า ไปไม่ถึง ทำไม่ได้หรอก การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ชนบทหากไกลมันไม่คุ้มทุน เหมือนกำลังจะบอกว่าปล่อยให้จนกันต่อไป ผมไม่ได้ตำหนิท่านนะครับเพราะเป็นวัฒนธรรมมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 แล้ว (โง่ จน เจ็บ)
ผมสรุปผลในรายงานวิจัย ประเด็น Financial Literacy ปี 2568 จ.สกลนคร นำเสนอข้อค้นพบ สร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเป็นฐาน เป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับตำบลจากทั้ง 3 โมเดล คือ เศรษฐกิจครัวเรือน ธุรกิจชุมชน อุตสาหกรรมตำบล จัดการเรื่องใช้เครื่องจักร กองทุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย รวมถึงเงินทุนร่วมกัน เน้นใช้เทคโนโลยีการลดต้นทุน หรือเพิ่มผลผลิตมากขึ้นได้จริง จริง จริง
โมเดลอุตสาหกรรมตำบล ในพื้นที่ชนบทเมื่อหาโอกาสใหม่ไม่ได้ก็อย่าลืมสิ่งเดิม ผมยกตัวอย่างที่ บ.ดงสาร ต.โพนงาม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ประเด็นข้าว ที่มีพื้นที่ทำนาปรัง 4,000 ไร่ ชาวนามากกว่า 400 ครัวเรือน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 20 ล้านบาทต่อรอบผลิต
ปัจจุบัน มีโรงสีไปตั้งบริษัทรับซื้อข้าว ก่อนทางเข้าหมู่บ้านเลย การทำนาที่นั้นถือเป็นตลาดแรงงานนอกระบบของคนจนอย่างหนึ่ง มีการจ้างคนไม่มีที่นา หว่านกล้า ใส่ปุ๋ย เก็บเกี่ยวข้าว ค่าแรงวันละ 400 บาท และ GDP ที่สำคัญของสกลนคร ลำดับ 2 คือ ภาคเกษตรกรรม แบบนี้เรียกว่าอุตสาหกรรมได้ไหม ?
นอกจากนี้ ในบริเวณตำบลใกล้เคียงกัน ชาวบ้านนายอ มีทักษะการแปรรูป ข้าวเม่า เป็นสินค้าขึ้นชื่อของอำเภออากาศอำนวย ชนิดข้าวที่นำมาแปรรูปคือ ข้าวเหนียว เป็นข้าวที่คนอิสานนิยมปลูก จ้างคนเกี่ยวกำมือละ 1 บาท ขายกิโลกรัมละ 150 บาท ผลิตได้วันละ 50 กิโลกรัมต่อครัวเรือน มากกว่า 100 ครัวเรือน ผลิตได้ทั้งนาปีและนาปรัง
โมเดลอุตสาหกรรมตำบล จึงสำคัญมากในการดำรงชีพ สามารถสร้างรายได้ก้อนใหญ่ เป็นเงินเก็บ หรือเงินสำรองฉุกเฉิน ให้กับครัวเรือนได้ เพื่อใช้จ่ายในรอบปี เช่น หนี้สิน การศึกษา การรักษาพยาบาล ประกัน ฌาปนกิจ ซ่อมแซมบ้าน กล่าวคือเป็นโมเดลที่สามารถเลื่อนระดับทางสังคมได้ ซึ่งอีก 2 โมเดลคือการหล่อเลี้ยงให้ครัวเรือนพออยู่ได้ วันต่อวัน หมุนเวียนเดือนต่อเดือน
ถ้าไม่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ ก็ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม นอกจากข้าวที่มีอีกหลายประเด็น แต่ผมฟันธงเลยว่านอกจากเหมืองแร่โปแตซแล้ว คงไม่มีนักธุรกิจไหนไปสร้างโรงงานนอกภาคเกษตร ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวอำเภอเมืองถึง 100 กิโลเมตรหรอก
สรุปก็คือ นิยามของ ABI กับ คนจน คืออะไร ใช่อย่างที่ผมกล่าวมาไหม หรือเป็นอื่นใด?
ผมไม่รู้ว่าในเวทีพลังสู้จนครั้งที่ 3 ที่จะคุยแผนงานเสนอในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 14 ได้พูดคุยเรื่องนี้ไหม แต่ผมของฝากประเด็น เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเป็นฐานระดับตำบล (ABI) การประเมินผลกระทบการปรับตัวอย่างเร่งด่วนด้านภัยพิบัติ จะช่วยคนจนในพื้นที่ชนบทได้มาก
หัวใจของการติดตั้งหรือขยายผลโมเดลแก้จนให้สำเร็จ คือ การศึกษาวิเคราะห์กรอบ SLF. และกระบวนการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม และการประสานความร่วมมืออย่างมีธรรมาภิบาล (Collaborative Governance) สำคัญอย่างยิ่งคือการรักษาความสัมพันธ์อันดี หากทำตามโมเดลครบแล้วถูกต้องแล้วผลกระทบจะเกิด Exit Strategy โดยอัตโนมัติ
การสมคบคิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ทำนายได้เลยว่างานจะไม่สำเร็จ เสร็จงานแต่ไม่ต่อเนื่อง ไม่ยั่งยืน ถือเป็นการรบกวนเวลากลุ่มเป้าหมาย คิดค่าแทนทางการเงินที่สูญเสียคนละ 300-400 บาทต่อวันที่มาร่วมกิจกรรม
ขั้นตอนวิธีการวิจัย อ่านเพิ่มเติมในเล่มวิจัย ปี 2568 จาก จ.สกลนคร นะครับ ในการทำงานด้าน Financial Literacy ได้ คุณบัญญัติ คำบุญเหลือ หนึ่งในที่ปรึกษาแผนงานของ บพท. มาให้คำแนะนำการสร้างธุรกิจตำบล ซึ่งบอกถึงอาชีพในชุมชนที่ให้เงินรายวัน รายเดือน รายปี
ผมอยากให้อ่านหนังสือ เศรษฐศาสตร์ความยากจน (Poor Economics) ที่ได้รับรางวัลโนเบล ปี 2019 บอกว่าคนจนมีอุตสาหกรรมของเขา เพียงแค่เราไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง
หากมีการนำพิจารณาประเด็นนี้แล้ว ขอขอบคุณ และขออภัยที่ออกมาสื่อสารผิดพลาด ขอให้กำลังใจที่เป็นปากเป็นเสียงแทนคนจน ปีนี้ผมไม่ได้ทำต่อจึงไม่มีโอกาสเสนอข้อค้นพบใหม่ในการถอดบทเรียน จึงอภิปรายมาเพื่อให้เห็นว่าบางงานใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล คุ้มค่า
///
