
ภาพความสำเร็จในการยกระดับวิสาหกิจชุมชน ให้กลายเป็นหน่วยจัดการธุรกิจระดับครัวเรือน ที่ผมได้สัมผัสด้วยตาตัวเอง คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยสลัดความลังเลใจ ต่อกลยุทธ์การทำงานของผมให้หมดไป
ผมขอยืนยันเลยว่า การได้ไปศึกษาดูงาน ณ ตำบลคำพอุง จ.ร้อยเอ็ด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คือจุดเปลี่ยนที่ปลุกพลังการคิดสร้างสรรค์งานในตัวผมให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ได้หารือและคิดเห็นตรงกันกับ “พี่บัญญัติ” คือความตั้งใจที่อยากจะขยายฐานองค์ความรู้นี้มาสู่จังหวัดสกลนคร
ผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนเศษ ในวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2569 ผมมีโอกาสได้ต้อนรับ คุณบัญญัติ คำบุญเหลือ กรรมการผู้จัดการบริษัท กวิ จำกัด (กลุ่มกิจการเพื่อสังคม) ในพื้นที่ดำเนินงานวิจัยการพัฒนาทักษะทางการเงินโดยวิสาหกิจชุมชนเป็นฐาน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาทักษะทางการเงินอย่างเข้มข้น

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการที่กลุ่มผู้ผลิตข้าวนาปรัง กลุ่มแปรรูปข้าวเม่า กลุ่มเพาะเห็ด และทีมนักวิจัย นำโดย อ.สายฝน ปุนหาวงค์ นักวิจัย มรภ.สกลนคร ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ร่วมกันสะท้อนภาพจริงของระบบเศรษฐกิจครัวเรือนในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก
แต่ในความจริงเบื้องหลังวิถีชีวิตนั้น ชาวบ้านกลับต้องแบกรับความเสี่ยงสารพัดด้าน ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่อง "รายได้น้อย" เท่านั้น แต่มันคือ "ความไม่แน่นอน" ของรายได้ ในขณะที่รายจ่ายนั้นแน่นอนและถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทั้งค่าใช้จ่ายประจำเดือนในครัวเรือน เตรียมสำรองเงินยามฉุกเฉิน การซ่อมแซมสถานที่ในบ้าน และภาระหนี้สินที่พอกพูน
ในจุดนี้ คุณบัญญัติ ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องตามหลักการ “ไคเซ็น” หัวใจสำคัญคือการทำความเข้าใจ "สาเหตุที่แท้จริง" ของปัญหาในระบบการผลิต โดยยกตัวอย่างการวิเคราะห์การทำนาผ่านตัวเลขสถิติที่เรียบง่าย เพื่อตั้งเป้าหมายแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม
หากเรากางแผนที่ประเทศไทยที่มีเนื้อที่กว่า 320 ล้านไร่ แบ่งเป็นตำบลประมาณ 7,255 แห่ง จะพบว่าค่าเฉลี่ยของหนึ่งตำบลมีพื้นที่ประมาณ 44,000 ไร่ และถูกใช้เพื่อการเกษตรไปกว่าครึ่ง โดย "การทำนา" คือกิจกรรมที่ครองพื้นที่มากที่สุด 9,200 ไร่
เมื่อมาดูตัวเลขต้นทุนมาตรฐาน พบว่าการทำนาปี 1 ไร่ มีต้นทุนสูงถึง 4,500 บาท ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 600 กิโลกรัม หากขายข้าวเหนียว(แห้ง) ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท (อ้างอิงปี 2568) เกษตรกรจะมีรายได้ 7,200 บาทต่อไร่ ซึ่งดูเหมือนจะได้กำไร 2,700 บาท แต่ในความเป็นจริง หลายครัวเรือนกลับพบกับภาวะ "ขาดทุน" เนื่องจากผลผลิตจริงต่อไร่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หากคิดมูลค่าเศรษฐกิจจากการทำนาทั้งตำบลจะมีรายได้หมุนเวียนมากกว่า 66 ล้านบาท
ดังนั้น แนวทางตามหลักไคเซ็นคือการกลับมาวิเคราะห์ทุกขั้นตอนการผลิตข้าวอย่างละเอียดเพื่อหาวิธี "ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต" โดยดึงเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากหน่วยงานในพื้นที่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเข้าใจเป้าหมายดีแค่ไหน แต่หากยังสู้ทนอยู่แบบ "ตัวใครตัวมัน" ข้อจำกัดและท้าทายเดิมๆ ก็จะทำให้เราไปไม่ถึงฝัน
สิ่งสำคัญคือการรวมกลุ่มเป็น "เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน" เพื่อให้เรามีโอกาสเข้าถึงบริการและสนับสนุนจากหน่วยงาน เช่น โรงงานคัดตัดแต่งผัก น้ำประปาเพื่อการเกษตร รถจักรทำนาเกี่ยวข้าว แต่ต้องร่วมกันวางหมุดหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเช่นเพื่อสร้าง "กระแสเงินสดทุกเดือน" เหมือนโมเดลที่คำพอุง ซึ่งมีบันได 3 ขั้นสู่ความสำเร็จ คือ
- ตั้งสถาบันธนาคารชุมชน เป็นแกนกลางบริหารจัดการเงิน ทั้งฝาก ถอน กู้ยืม และระดมหุ้น ด้วยความศรัทธาและละอายบาป
- การผลิตแบบหมุนเวียน ส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย โดยใช้ "อาชีพรอง" สร้างรายได้ให้เพียงพอต่อรายจ่ายรายเดือน ส่วน "อาชีพหลัก" มุ่งเน้นเงินก้อนใหญ่ไปที่การชำระหนี้ การออม และการลงทุน
- จัดการโลจิสติกส์และความเชื่อมั่น ใช้บริษัทตัวกลางสร้างตลาดนำ รับซื้อและกระจายสินค้าไปยังตลาดนอกพื้นที่ต่างจังหวัดในช่วงแรก เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรก่อนจะขยายสู่ตลาดภายในพื้นที่ต่อไป
ความสำเร็จของคำพอุงที่สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 20 ล้านบาทต่อปี มีสมาชิก 1,200 คน อาจใช้เวลาบ่มเพาะนานนับ 10 ปี แต่คุณบัญญัติ ได้ชื่นชมความเข้มแข็งของ ผู้ใหญ่จรูญ นาขะมิ้น ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรบะหว้าสามัคคี ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของการ "จัดการตนเอง" สามารถทำสำเร็จได้ภายในเวลาเพียง 3 ปี!

ผู้ใหญ่จรูญ เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มแก้ปัญหาต้นทุนการทำนาสูง ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและปุ๋ยราคาแพง สมาชิกจึงระดมหุ้นคนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิตจำนวนมากในราคาถูก และนำมาให้สมาชิกกู้ไปลงทุนก่อน แล้วค่อยชำระคืนหลังเก็บเกี่ยว
นอกจากนี้ยังยกระดับสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านบะหว้า สร้างอาชีพรองอย่างการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยมูลไส้เดือนร่วมกับ ธกส. และการเพาะเห็ดร่วมกับ มรภ.สกลนคร อีกทั้งเป็นฐานเรียนรู้ให้กับลูกค้าสินเชื่อของ ธกส.
เหนือสิ่งอื่นใด คือการสร้าง "วัฒนธรรมองค์กร" ที่เน้นความต่อเนื่อง มีกติกาที่ชัดเจน มีการประชุมทุกเดือน และมีการปันผลที่โปร่งใส ซึ่งเริ่มต้นเกิดจากการแก้ไขปัญหาอาชีพหลักและอาชีพรองระดับครัวเรือน จนปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนบะหว้าสามัคคีสามารถ สร้างความเชื่อมั่นอย่างสูง มีเงินหมุนเวียนกว่า 200,000 บาท และมีสมาชิกเพิ่มขึ้น
บทเรียนทั้งสองเครือข่ายนี้ผมเห็นว่าให้ความสำคัญกับ การบริหารจัดการเงิน โดยมีหน่วยธุรกิจระดับชุมชน ที่ครัวเรือนเชื่อมั่นในระบบจัดการเงินฝากออมทรัพย์ เข้าถึงการเงินในยามฉุกเฉินและยืดหยุ่น เข้าใจปัญหาทางการเงินคนจน ที่ต้องการออมเงินทีละน้อยๆ เพื่อวางแผนเตรียมใช้จ่ายเงินก้อนโตของครัวเรือน


