
ท่ามกลางความสงบของ วัดดอนเล้าข้าว ที่ตั้งอยู่กลาง ทุ่งพันขัน ผมกำลังจัดเตรียมดำเนินรายการเสวนา "Forum การพัฒนาทักษะทางการเงิน"
เพื่อรอเวลาเปิดงานอย่างเป็นทางการ ระหว่างนั้นผมก็ได้พบพูดคุยทักทายกับกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านเสาวัด ซึ่งเป็น "สารตั้งต้น" สำคัญของงานวิจัยแก้จนเลย
นับตั้งแต่จบโครงการไปเมื่อปี 2566 ผมก็ไม่ได้เจอทุกคนอีกเลย การกลับมาพบกันครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความคิดถึง หลายคนยังคงทักทายและห่วงใยผมเหมือนลูกหลาน ผมจึงถือโอกาสนี้เล่าประสบการณ์ที่ได้นำความรู้จากที่นี่ไปขยายผลในพื้นที่อื่น
พร้อมชวนคุยเชื่อมโยงไปถึงเรื่องไกลตัวอย่าง "วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง" ที่ดูเหมือนจะขยับเข้าใกล้ปากท้องของชาวบ้านขึ้นทุกที
ผมลองโยนคำถามเพื่อทดสอบทักษะทางการเงินของทุกคนว่า “กลุ่มแม่ๆ ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้บ้างไหม?”
ตอนแรกเสียงส่วนใหญ่ตอบแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ได้รับผลกระทบหรอก” แต่แล้ว “แม่กาทอน” ปราชญ์ชาวบ้านวัยใกล้ 80 ปี ก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวว่า
“ได้รับผลกระทบสิ! ขนาดน้ำมันทั้งอำเภออากาศอำนวยยังขาดตลาดอยู่เป็นสัปดาห์ หลังจากนี้ของอย่างอื่นก็คงขึ้นราคาตามแน่ๆ แต่สิ่งที่กระทบหนักสุดสำหรับเกษตรกรแบบเรา คือต้นทุนการทำนาที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว”

คำพูดของแม่กาทอนทำให้วงสนทนาเริ่มตื่นตัว ผมจึงถามต่อว่า “แล้วถ้าวิกฤตนี้ลากยาวออกไป ชุมชนเตรียมรับมือกันอย่างไร?” แม่กาทอนตอบอย่างผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีวิตว่า “ก็ต้องหันกลับมาพึ่งตนเองและอาศัยธรรมชาติเหมือนในอดีตนั่นแหละ” พร้อมกับสรุป "สูตรการเอาตัวรอด" ในฉบับของแม่ไว้ดังนี้ครับ
- หาฟืนมาเก็บไว้และเตรียมเตาประหยัดพลังงานให้พร้อม แม้วันนี้แก๊สยังมี แต่ในอนาคตราคาต้องแพงขึ้นแน่นอน
- สร้างคลังอาหารในครัวเรือน เตรียมเครื่องปรุงและอาหารแห้งที่เก็บได้นาน เช่น ปลาตากแห้ง เกลือ และปลาร้า รวมถึงสีข้าวสารไว้กินให้เพียงพอ
- ปัจจัยพื้นฐาน เตรียมเครื่องนุ่งห่มกันลมและกันฝนให้พร้อมรับทุกสภาพอากาศ
- หากใครพอมีกำลังทรัพย์ การลงทุนกับ "โซลาร์เซลล์" คือทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
เมื่อเห็นทักษะการเอาตัวรอดระดับ "ตัวแม่" ของคนวัย 80 ปี ผมเลยพูดติดตลกไปว่า “ถ้าวิกฤตพลังงานมาถึงยุคข้าวยากหมากแพงจริงๆ ผมคงเป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบและเอาตัวรอดไม่ได้แน่ๆ”
เรื่องราวของแม่กาทอนสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับวิกฤตที่ดูยิ่งใหญ่ระดับโลก บางครั้งอาจไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีล้ำสมัยเสมอไป แต่มันคือการนำภูมิปัญญาชุมชนมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “จัดการความกลัวให้เป็นความหวัง”เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามทุกสถานการณ์ไปได้อย่างมั่นคงครับ
-----เรื่อง: แตงโม สกลคร
130469
