
ถ้าถามว่าความสุขของเด็กชาย "แตงโม" ในตอนนั้นคืออะไร?
ไม่ใช่ของเล่นราคาแพงครับ แต่คือการได้ไป "บ้านแม่" ที่อยู่ติดทางรถไฟ!
สำหรับผม รถไฟไม่ใช่แค่พาหนะ แต่มันคือ "สิ่งมหัศจรรย์" ที่โชว์ตัวแค่วันละ 2 รอบเท่านั้น คือตอนตีห้า (ที่ง่วงแค่ไหนก็ต้องฟื้น) และตอนห้าโมงเย็น
ถ้าวันไหนแม่ลืมปลุก หรือผมวิ่งไปดูรถไฟอยู่ในโรงเรียน ที่ห่างออกไป 300 เมตร ไม่ทันล่ะก็... บอกเลยว่าวันนั้นทั้งวันผมจะ "นอยด์" ระดับสิบ ใครมาแหย่ก็ไม่เล่นด้วย
เพราะถือว่าพลาดไฮไลต์สำคัญของชีวิตไปแล้ว!
แต่ความตื่นเต้นมักมาคู่กับความสยองครับ...
ผู้ใหญ่แถวนั้นมักจะไซโคเด็กๆ เสมอว่า "อย่าไปยืนใกล้รางนะลูก เดี๋ยวรถไฟมันจะดูดเข้าไป!"
ภาพในหัวผมตอนนั้นคือ รถไฟมันต้องมีพลังแม่เหล็กมหาศาล หรือไม่ก็มีหลุมดำซ่อนอยู่ข้างในแน่ๆ! ทุกครั้งที่ไปยืนรอ ผมเลยต้องทำตัวลีบๆ แอบๆ เกาะต้นไม้ คือแบบเกร็งตัวสุดขีด ประหนึ่งว่ามีเชือกวิเศษดึงผมไว้ ไม่ให้ปลิวไปตามแรงดูดของเจ้ายักษ์เหล็กขบวนนั้น

ผมแอบสงสัยมาตลอดว่า ทางรถไฟบ้านแม่ไม่มีที่กั้นสักนิด วัวควายหรือคนจะข้ามไปฝั่งโน้นเขารอดกันมาได้ยังไง?
แต่ก็น่าแปลกที่แทบไม่เคยได้ยินข่าวอุบัติเหตุเลย อาจเพราะชีวิตชนบทมันไม่รีบร้อน เรามีเวลา "รอ" ให้ยักษ์เหล็กผ่านไปก่อนเสมอ
ตัดภาพมาที่ชีวิตคนเมือง หรือข่าวรถไฟชนกับรถเมล์ที่เกิดเหตุการณ์ล่าสุดนี้...
ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หรือคนในเมืองเขาไม่มี "พลังดูด" ในจินตนาการเหมือนผม?
หรือความเร่งรีบมันบีบให้คนเราต้องยอม "เสี่ยงดวง" กับมัจจุราชเหล็กไหล เพื่อแลกกับเวลาไม่กี่นาที?
สำหรับผม... ต่อให้โตแค่ไหน "พลังดูด" ของรถไฟก็ยังขู่ผมได้เสมอ และการรอให้รถไฟผ่านไปก่อน ก็ยังดูเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าการเอาชีวิตไปแลกเป็นไหนๆ ครับ