
ผมยืนอยู่หน้าอนุสรณ์สถานของปัญญาชนผู้ยิ่งใหญ่... ที่เป็นนักคิด นักเขียน และกวี ที่ผมได้ติดตามอ่านบทกวีและฟังบทเพลงของเขาอยู่บ้าง หลังจากที่ตั้งใจไว้ว่าต้องมาเยือนสถานที่แห่งนี้ให้ได้สักครั้ง ในที่สุดผมก็ตัดสินใจมาร่วมงานรำลึกครบรอบ 60 ปีที่เขาตายในชายป่า
ทำไมผมถึงอยากเป็นให้ได้ดั่ง "จิตร" ...?
นั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยละทิ้ง "อุดมการณ์ความรัก" เลยตลอดชั่วชีวิต ความรักในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความเสน่หาของคู่รัก แต่มันคือความรักในเพื่อนมนุษย์ ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผมเองก็ยอมรับว่าเป็นคนมีความโรแมนติกอยู่ในหัวใจ แต่หากถามถึงความกล้าหาญที่จะพิสูจน์ศรัทธาด้วยการลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรม... เมื่อประชาชนมีปัญหา ซึ่งผมยังห่างไกลจากจุดนั้นนัก
เมื่อทบทวนดูอีกที อาจเป็นเพราะผมยังรักประชาชนไม่มากพอ ยังไม่สามารถเจ็บปวดไปกับความทุกข์ยากของผู้อื่นได้อย่างสนิทใจ แสงสว่างในดวงตาของผมจึงยังไม่เจิดจ้าเท่าเขา แม้ที่ผ่านมาจะหยิบยื่นให้กำลังใจผู้คน ส่งต่อความหวัง และยืนหยัดเคียงข้างในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นที่จะกลั่นเป็นความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรม เพื่อลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบบอย่างจริงจัง
บทเรียนจากชายป่าอุดมการณ์ที่ต้องมี "สหาย"
หากเราแบกรับความอยุติธรรมไว้เพียงลำพัง แม้จะดูเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายอาจกลายเป็นความเจ็บปวดทั้งต่อตนเองและประชาชน การตื่นรู้และการพิสูจน์ศรัทธาอย่างโรแมนติกต่ออุดมการณ์นั้น หากขาดความระแวดระวังต่อคนไร้ศีลธรรมที่จ้องจะฉวยโอกาส เราก็เป็นได้เพียง "คนพายเรือ" ที่ส่งต่ออำนาจให้โจรโดยไม่รู้ตัว นั่นคือการตายทั้งเป็น และหากชีพจรดับลงในนาทีนั้น อุดมการณ์ของผมคงดับสูญไปอย่างไร้ค่า
แต่อนุสรณ์สถานแห่งนี้สอนผมว่า "เกราะป้องกันภัยของอุดมการณ์คือสหายร่วมทาง"
ในยามที่จิตรต้องเผชิญกับความสิ้นหวังหรือความทุกข์ยากแสนสาหัส สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเขาไว้คือความรักจากมิตรสหายที่คอยประคับประคองกันไป จิตรจึงเปรียบความรักนี้เป็นดั่ง “แสงสว่างที่ไม่ดับสูญ”
ผมได้รับพลังจากความรักของสหาย มีกำลังใจกลับไปทำงานสำคัญได้เต็มที่ คิดว่าแม้จะยังไม่เห็นชัยชนะ แต่การได้รับความรักท่ามกลางความทุกข์ยากที่ผ่านมาร่วมกันนั้น มันมีความหมายที่โรแมนติกอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นความปิติที่อาจทำให้เรากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
การจัดการคนไร้ศีลธรรมด้วยสายตาของนักปฏิวัติ
บนเส้นทางนี้ จิตรได้ทิ้งบทเรียนเรื่องการรับมือกับคนไร้ศีลธรรมไว้ 3 ระดับ เพื่อไม่ให้เราเพลี่ยงพล้ำ
- แยกตัวบุคคลออกจากระบบ สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยที่ทำตามคำสั่งเพราะความไม่รู้ ต้องให้โอกาสด้วยการสร้างความตื่นรู้และให้การศึกษา
- ขุดรากถอนโคนความคิด สำหรับคนไร้ศีลธรรมระดับสูง ต้องใช้ "ปากกา" แฉความลวง ทำลายความชอบธรรมทางสังคม และเปิดเผยธาตุแท้ให้โลกเห็น
- การจัดการในสถานการณ์ต่อสู้ เมื่อศัตรูคุกคามสหาย เราต้องพร้อมปกป้อง แต่ต้องระลึกเสมอว่า "การทำลายตัวบุคคลไม่สำคัญเท่ากับการทำลายระบบ"
อุดมการณ์ที่กินได้
ผมประทับใจคำพูดของสหายท่านหนึ่งบนเวทีที่กล่าวถึงคำสอนของจิตรว่า
อุดมการณ์คือความรู้ เมื่อความรู้นั้นหนักแน่นและสุกงอมจนสามารถส่งต่อให้ผู้อื่นได้ เมื่อนั้นอุดมการณ์จะกลายเป็นสิ่งที่กินได้ เพราะมันถูกปรุงด้วยความรักที่มีให้แก่กันอย่างมิตรสหาย
สุดท้ายนี้ หากใครกำลังถูกพายุแห่งโชคชะตาพัดกระหน่ำ... ท้อได้แต่อย่าละทิ้งอุดมการณ์ จงรักษาความรักและศรัทธาที่มีต่อประชาชนผู้ทุกข์ยาก สร้างมิตรสหายร่วมทางไว้ในทุกทิศเพื่อเป็นเกราะสกัดคนไร้ศีลธรรม และจงเปิดใจให้โอกาสคนที่เคยหลงผิดได้กลับมาเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง
เพื่อที่สักวันหนึ่ง... แสงดาวแห่งศรัทธาของพวกเรา จะส่องสว่างเคียงข้างแสงดาวของจิตร ภูมิศักดิ์ ตลอดกาล

