
เมื่อ "ข้าวเม่า" สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของบ้านนายอ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ประสบข้อจำกัดด้านฤดูกาลที่ผลิตได้เพียงปีละ 2 ครั้ง ส่งผลให้เกษตรกรเผชิญภาวะ "เงินสดขาดมือ" นานหลายเดือน ล่าสุดทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ลงพื้นที่ปรับจูนเข็มทิศการเงิน นำโมเดล "ชุมชนเห็ดเศรษฐกิจ" เข้ามาเติมเต็มช่องว่าง สร้างรายได้หมุนเวียนรายวัน พร้อมชูบทเรียน "การสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข" แทนการสงเคราะห์แบบเดิม
สุขภาพการเงิน เมื่อสภาพคล่องคือหัวใจ
อาจารย์สายฝน ปุนหาวงค์ นักวิจัย เปิดเผยผลการประเมินสุขภาพทางการเงินของครัวเรือนบ้านนายอ พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มี "สภาพคล่อง" ต่ำมาก เนื่องจากบริบทพื้นที่เป็นที่ราบสูงสลับกับที่ดอนและพึ่งพาเกษตรระยะยาวเป็นหลัก ทำให้เงินสดในมือขาดแคลนในช่วงรอยต่อของการผลิตข้าวเม่า จนบางครัวเรือนต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อการบริโภค
"นักวิจัยจึงเสนอระบบการผลิตระยะสั้นเป็นทางเลือก นั่นคือ การเพาะเห็ด ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตสร้างรายได้รายวันได้ทันที" อาจารย์สายฝนระบุ
กลไกพี่เลี้ยงวิสาหกิจชุมชน ทลายกำแพงความกลัวที่จะเริ่มต้น
ด้านชาวบ้านสมาชิกวิสาหกิจชุมชนสะท้อนภาพจริงว่า ชาวบ้านเคยเห็นความล้มเหลวจากการลงทุนอาชีพใหม่ของเพื่อนบ้าน จึงเกิดความไม่กล้าและขาดผู้นำที่พาทำอย่างจริงจัง แม้จะมีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนข้าวเม่าอยู่แล้วแต่กิจกรรมยังไม่ต่อเนื่อง
ทีมนักวิจัยจึงใช้โอกาสนี้นำเสนอ "โมเดลชุมชนเห็ดเศรษฐกิจ" กับสมาชิกวิสาหกิจฯ โดยเน้นการบริหารจัดการ 6 ขั้นตอนดังนี้
- วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน วางแผนตั้งแต่การผลิตก้อนจนถึงการเปิดดอก
- ระบบพี่เลี้ยง เชื่อมโยงความร่วมมือกับ "วิสาหกิจชุมชนบะหว้าสามัคคี" ที่เข้มแข็งกว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ พร้อมทั้งให้ใช้สถานที่และเครื่องจักรในการผลิต
- อบรมทักษะ พัฒนาชาวบ้านให้เป็นแรงงานฝีมือในการบรรจุก้อนและสร้างโรงเรือนมาตรฐาน
- กลไกการจัดการ แบ่งก้อนเชื้อเห็ดออกเป็น 2 ส่วน คือโรงเรือนกลางของกลุ่ม และแบ่ง 1,000 ก้อนปันให้สมาชิกนำไปดูแลที่บ้านเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
- แผนการเงินที่จับต้องได้ กำหนดต้นทุน รายได้ กำไร และการหักส่วนแบ่งเข้าเป็น "เงินออม" ของกลุ่ม
- พลังภาคี บูรณาการการทำงานร่วมกับ นายอำเภออากาศอำนวย และเกษตรอำเภอ
จากทักษะ "ข้าวเม่า" สู่ "เพาะเห็ด" มาตรฐานสูง
เมื่อวันที่ 23-24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มได้รวมตัวกันที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรบะหว้าสามัคคี เพื่อลงมือผลิตก้อนเห็ดนางรมจำนวน 3,314 ก้อน ซึ่งผลลัพธ์ออกมาน่าทึ่ง เพราะเกษตรกรกลุ่มนี้มีพื้นฐานทักษะ "เกษตรประณีต" จากการทำข้าวเม่าอยู่แล้ว ทำให้การบรรจุก้อนเห็ดเป็นไปอย่างรวดเร็วและได้มาตรฐานสูง
ความสำเร็จที่ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่คือการร่วมทุน
ในวันจัดกิจกรรม นายอำเภออากาศอำนวย พร้อมด้วย เกษตรอำเภอ และ ผู้อำนวยการโรงเรียนบะหว้า ได้เดินทางมาให้กำลังใจชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง พร้อมกล่าวชื่นชมว่าโมเดลนี้ตอบโจทย์ชุมชนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตเห็ดนางรมชุดแรกจะพร้อมเปิดดอกและสร้างรายได้ในช่วงวันที่ 25–30 เมษายน 2569 นี้
อาจารย์สายฝน กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า หัวใจของความสำเร็จครั้งนี้คือการเรียนรู้แบบ CiL. และที่สำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้จัดโครงการจากการ 'ให้เปล่า' เป็นการ 'สนับสนุนแบบมีเงื่อนไขและมีส่วนร่วม' เพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมจะรักษาความยั่งยืนนี้ไว้ด้วยตัวเอง
นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของชาวบ้านนายอ ที่พิสูจน์ว่าทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) เริ่มต้นได้จากการบริหารจัดการทรัพยากรในมือให้เกิดสภาพคล่องอย่างชาญฉลาด
.
เรื่อง: แตงโม สกลนคร
อ้างอิงโมเดล: https://www.1poverty.com/2026/03/onepoverty-2.html
.jpg)
.jpg)
