
ท่ามกลางกระแสความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างถึงเศรษฐกิจระดับฐานรากในพื้นที่จังหวัดสกลนคร กลุ่มพลังคนรุ่นใหม่และชุมชนไม่ได้นิ่งเฉย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เดินหน้ายกระดับงานวิจัย "โมเดลชุมชนเห็ดเศรษฐกิจ" ลงสู่การปฏิบัติจริง มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ณ โรงเรียนบ้านบะหว้า อำเภออากาศอำนวย
เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่โรงเรียนบ้านบะหว้า คึกคักไปด้วยพลังจิตอาสา ใน "ค่ายจิตอาสาเพาะเห็ดเพื่อน้อง SDG1: ขจัดความยากจนทุกพื้นที่ (No Poverty)" ภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาห้องเรียนยุวชนสัมมาชีพเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและใช้กระบวนการวิศวกรสังคม ปีที่ 4 โดยมี อาจารย์สายฝน ปุนหาวงค์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของภาคีเครือข่ายจิตอาสา วิศวกรสังคม และยุวเกษตรกร เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยมีผู้เข้าร่วมหลากหลายฝ่าย อาทิ
- กลุ่มจิตอาสาพระราชทาน นำโดยนายสุทธิเมศวร์ บุญแสนกุลธวัช นายอำเภออากาศอำนวย พร้อมด้วยเกษตรอำเภออากาศอำนวย
- กลุ่มวิศวกรสังคม นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปกกสิณ ชาทิพฮด คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.สกลนคร ที่นำนักศึกษามาร่วมใช้องค์ความรู้แก้ปัญหาชุมชน
- กลุ่มยุวเกษตรกร นำโดยนายสายันต์ วะเกิดเป้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบะหว้า และคณะครู นักเรียน
- สมาชิกศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านบะหว้า หมู่ที่ 7 และวิสาหกิจชุมชนปลูกเห็ดไร้สารบ้านเสาวัด นำโดยนายณรงค์ฤทธิ์ ขวาวงษา ที่มาร่วมเป็นพี่เลี้ยงวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์
อาจารย์สายฝน กล่าวถึงที่มาของกิจกรรมว่า ค่ายครั้งนี้คือการขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยโมเดลแก้จน 'ชุมชนเห็ดเศรษฐกิจ' โดยเหล่าจิตอาสาและนักเรียนได้ร่วมกันผลิตและบรรจุก้อนเชื้อเห็ดจำนวนถึง 6,800 ก้อน ผ่าน 5 ขั้นตอนมาตรฐาน ได้แก่ การผสมสูตรอาหาร, การบรรจุก้อนเชื้อ, การนึ่งฆ่าเชื้อ, การหยอดเชื้อเห็ด และการบ่มเชื้อในโรงเรือน ซึ่งหลังจากนี้อีกประมาณ 30 วัน เชื้อเห็ดนางฟ้าจะขยายเต็มก้อน และพร้อมเปิดดอกให้เก็บผลผลิตได้
พลังงานวิจัย...สู่ตัวเลขที่กินได้จริง
ข้อมูลจากงานวิจัยโมเดลชุมชนเห็ดเศรษฐกิจระบุว่า เห็ดนางฟ้า 1 ก้อน จะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 กรัมต่อรอบ และมีอายุการเก็บเกี่ยวรหะยาวนาน 4-6 เดือน เมื่อเทียบกับราคาจำหน่ายเห็ดนางฟ้าในชุมชนบ้านบะหว้าที่อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาท การเพาะเห็ดจำนวน 6,800 ก้อนครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เสริมให้ชุมชนและโรงเรียนรวมกว่า 108,800 บาท
หรือหากมองในมุมการลดรายจ่าย ผลผลิตเห็ดนางฟ้าที่จะเกิดขึ้นรวมกว่า 1,360 กิโลกรัม จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบคุณภาพในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน และบริโภคในครัวเรือนของนักเรียนและชาวบ้าน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพได้ทันที
แก้จนข้ามรุ่น ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ CiL และ BCG
ค่ายจิตอาสาภายใต้โจทย์ SDG1 ครั้งนี้ ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน โดยเฉพาะการป้องกัน "ความยากจนข้ามรุ่น" ผ่านกลไก "ยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านบะหว้า"
มรภ.สกลนคร ได้นำกระบวนการเรียนรู้แบบ CiL มาใช้ คือการสร้างสภาวะแวดล้อมให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็นและลงมือทำจริง เสมือนยกฟาร์มเพาะเห็ดเคลื่อนที่มาตั้งไว้ที่โรงเรียน ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ "เห็ด" ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่กระบวนการผลิตตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นการปลูกฝังทักษะแห่งอนาคตและแนวคิดการเกษตรที่ยั่งยืนให้กับเยาวชน
ความมั่นคงทางอาหาร...ภูมิคุ้มกันยามวิกฤต
"หัวใจสำคัญของการเพาะเห็ดครั้งนี้ คือการปูพรมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน ให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวนจากสงคราม และเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาในอนาคตหากเกิดภาวะไม่สงบ ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โมเดลชุมชนเห็ดเศรษฐกิจจะเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยชาวบ้านลดทอนปัญหาความหิวโหยและพึ่งพาตนเองได้" อาจารย์สายฝน กล่าวทิ้งท้าย
กิจกรรมที่โรงเรียนบ้านบะหว้าครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า "งานวิจัยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่เป็นงานวิจัยที่กินได้จริง อิ่มท้องชาวบ้านจริง" ผ่านการบูรณาการพลังของวิศวกรสังคมและยุวเกษตรกร เพื่อสร้างตัวแบบโมเดลที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจากภูมิปัญญาชุมชนในฐานรากสู่สังคมอย่างสมดุล
