
ผมเป็นคนที่มีระบบความคิดทำงานอย่างรวดเร็ว และผลิตความคิดสร้างสรรค์ออกมาอยู่ตลอดเวลา การจดบันทึกจึงเปรียบเสมือนลมหายใจที่ขาดไม่ได้เลย แต่ความคุ้นชินดั้งเดิมผมยังคงผูกพันอยู่กับบันทึกในสมุดและกระดาษหน้าเดียว ทว่าข้อจำกัดคือ เรื่องราวมักจะกระจัดกระจายกัน ผมต้องบังคับตัวเองให้สรุปประเด็นสำคัญภายในระยะเวลา 3 ถึง 7 วัน มิฉะนั้นความคิดจะเลือนหายไปอย่างแน่นอน
เมื่อผ่านกระบวนการคิดที่ตกผลึกแล้ว ผมจะรวบรวมชิ้นงานต่าง ๆ (Library) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยรูปแบบเป็นการสื่อสารชั่วคราว ก็มักจะแปรเปลี่ยนไปตามแรงบันดาลใจ (Passion) ในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโพสต์ข้อความรูปภาพ การผลิตภาพกราฟิก หรือการทำวิดีโอ
ท้ายที่สุดแล้ว ชิ้นงานทั้งหมดจะถูกนำมาเรียบเรียงใหม่อย่างประณีตเพื่อเผยแพร่บนเว็บบล็อกส่วนตัว [www.1poverty.com] และช่องทางต่าง ๆ ในระบบนิเวศข่าวของ Thai PBS ก่อนจะก้าวไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำไปเขียนสรุปเป็นงานวิจัยเชิงลึกต่อไป
รอยต่อของงานพัฒนาชุมชนและไฟที่เริ่มมอดลง
ตลอดช่วง 3 ถึง 4 เดือนที่ผ่านมา สังเกตได้ชัดเจนว่าปริมาณคอนเทนต์ เรื่องเล่า และองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ผมได้สะท้อนประสบการณ์ร่วมกับชุมชนได้ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย
- ไม่ใช่เพราะไม่มีงานพัฒนาและกิจกรรมในพื้นที่ ผมยังคงมีภารกิจต้องวิเคราะห์และวางแผนการทำงานอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ สัปดาห์
- ไม่ใช่เพราะขาดวัตถุดิบ ผมยังบันทึกข้อสังเกตและค้นหาข้อค้นพบใหม่ ๆ ที่เตรียมจะนำมาสังเคราะห์เป็นเรื่องเล่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก
ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงาน แต่มันซ่อนอยู่ภายใต้ความรู้สึกกังวลลึก ๆ ที่ผมมักนิยามเล่น ๆ เล่าให้คนสนิทฟังว่าเป็น "โรคแพนิก" (Panic) คือความหวาดระแวงว่าเมื่อสื่อสารเรื่องราวออกไปแล้ว จะมีบุคคลอื่นนำเอาคอลัมน์บทความต่าง ๆ หรือเรื่องเล่าเหล่านี้ ไปแอบอ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง
ความกังวลนี้กัดกินพลังใจผมไปอย่างช้า ๆ กว่าจะตั้งสติกลับคืนมาได้ แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานก็มอดดับลงไปเสียแล้ว กลายเป็นภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่เข้ามาบั่นทอนพลังชีวิตอย่างรุนแรง
เมื่อภาวะทางใจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต
ท้ายที่สุดแล้ว อาการแพนิคและภาวะวิตกกังวลไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่มันคือภัยเงียบที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานพัฒนาสร้างสรรค์ผลงาน
“ใครที่เคยเผชิญหน้ากับความรู้สึกนี้ด้วยตัวเองย่อมรู้ดีว่า มันสร้างความกังวลใจมหาศาล จนถึงขั้นทำให้ผมต้อง "วางปากกา" หยุดชะงักการพัฒนาตนเอง และต้องสูญเสียพลังงานไปกับการต่อสู้กับอารมณ์ด้านลบ เพื่อตามหาแรงบันดาลใจใหม่อยู่ร่ำไป ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้ผลักดันให้เป้าหมายในชีวิตของเราค่อย ๆ ถอยห่างออกไปทุกที”
จึงอยากฝากข้อคิดถึงทุกคนว่า หากเป็นไปได้ อย่าสร้างสถานการณ์หรือประเด็นที่ก่อให้เกิดภาวะแพนิคแก่กันเลยนะครับ เพราะผลกระทบที่ตามมานั้นสร้างปัญหาให้กับทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบัน ที่บีบคั้นให้มนุษย์ต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความเปราะบางนี้อาจส่งผลให้การตัดสินใจบนทางแยกทางศีลธรรม ของใครหลายคนต้องสั่นคลอนและลดน้อยถอยลงไปในที่สุด