
เช็คลิสต์ปฏิบัติการโมเดลแก้จนที่อำเภออากาศอำนวย หากยึดกรอบแนวคิดที่ผมได้สังเคราะห์งานไว้เมื่อ ปี 2567 ระบุว่าการช่วยเหลือคนในระดับท้องถิ่นให้หลุดพ้นความยากจนจากมิติเศรษฐกิจ หรือให้มีการเลื่อนระดับคุณภาพชีวิต ต้องดำเนินการ 3 องค์ประกอบนี้ ได้แก่ จัดการด้านเศรษฐกิจ จัดการด้านทักษะการเงิน จัดการด้านภัยพิบัติ
เมื่อผู้อ่านติดตาม โมเดลแก้จนเกษตรมูลค่าสูง นำโดย อ.สายฝน ปุนหาวงศ์ จะเห็นพัฒนาการผลลัพธ์ความสำเร็จไปแล้ว 2 องค์ประกอบ เหลือเพียง 1 องค์ประกอบคือ “จัดการภัยพิบัติ” (หรือนี่อาจเป็นงานต่อไป) ก่อนอื่นขอยอมรับว่าศาสตร์ทางสังคมยังไม่เข้าใจงานด้านนี้เท่าไหร่ เนื่องจากภัยพิบัติในมุมมองของผมคือใหญ่มากและเป็นวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตามปัญหาของการทำงานในปัจจุบัน ก็หนีไม่พ้นคนทางสาขาสังคมอยู่ดี เพราะว่าวิทยาศาสตร์มีความแม่นยำขนาดไหน ถ้าคนไม่เชื่อมั่นก็ยากที่จะลดทอนความเสี่ยงได้ จึงได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคารพ ให้เข้าอบรมการประเมินเส้นทางการปรับตัว ด้วยเครื่องมือ RAPA ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดขอนแก่น
“หากสายทางวิทยาศาสตร์คุยกับชาวบ้านไม่เข้าใจ นั้นก็เอาสายทางสังคมไปเรียนรู้วิทยาศาสตร์ก็ได้”
พอทราบข่าวผมได้โพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัว ในประเด็นจัดการภัยพิบัติว่า “เราพูดคุยและมีความรู้หรือวิธีการป้องกัน แก้ปัญหา ฟื้นตัว เมื่อเกิดสถานการณ์เยอะแล้ว แต่การปรับตัวของคน เราได้ยินเพียง How to จากผู้เชี่ยวชาญ” ดูจากเมื่อเผชิญเหตุการณ์ล่าสุดคือน้ำท่วมหาดใหญ่ กระบวนการต่าง ๆ ล้มเหลว แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีโมเดลความสำเร็จด้านการปรับตัวกับประชาชน
หลักสูตรอันเข้มข้นนี้จำกัดผู้เข้าอบรม ซึ่งเป็นรุ่นของตัวแทนนักวิชาการ ผู้ที่ผ่านการอบรมอนาคตสามารถยื่นข้อเสนอขอทุนจากโครงการ E-ACTS พอถึงวันอบรมในช่วงฝึกการใช้เครื่องมือ RAPA นั้น อ.สายฝน เล่าบรรยากาศว่า “สมาชิกกลุ่มย่อยเห็นชอบนำบริบททุ่งพันขัน บ้านดงสาร เป็นพื้นที่กรณีศึกษา”

พอหลังจากจบการอบรมแล้ว ผมได้แลกเปลี่ยนความรู้กับ อ.สายฝน ทันที นอกจากการใช้เครื่องมือ ได้พูดคุยถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ต้องปรับตัวจากวิกฤตอะไรบ้างและใครบ้างต้องปรับตัว พร้อม ๆ กับเดินทางจากขอนแก่นกลับสกลนคร
ตลอดสองข้างทางได้ผ่านจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ ผมสังเกตุเห็นความแห้งแล้งต้นข้าวกำลังยืนต้นตาย เกิดปรากฏการณ์แห้งแล้งมีผลกระทบมาจาก “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ที่รุนแรงกว่า ปี 2548 เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำฝนน้อย
ข้อมูลดังกล่าวแสดงว่า คนในอดีตเคยอยู่รอดผ่านความแห้งแล้งมาแล้ว หากจะตอบคำถามใครบ้างที่ต้องปรับตัว ผมว่าประชาชนและหน่วยงานรัฐ ยังใช้องค์ความรู้หรือภูมิปัญญา เพื่อพยากรณ์กันคนละชุด
จากนั้นได้จำลองแผนการไปปรับใช้กับบริบทท้องถิ่นในอำเภออากาศอำนวย เริ่มต้นจากการอ้างวิกฤติร่วมมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเกษตรกรรม ได้แก่ โครงสร้างอายุ ภูมิอากาศ การแย่งชิงทรัพยากร และเทคโนโลยี หากไม่ปรับตัวก็ต้องโดยกลืนจากกติกาโลก เช่น การผลิตเกษตรคาร์บอนต่ำขายได้ราคาสูง ดังนั้นการปรับตัวที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐให้ผสานกัน
ได้ยกตัวอย่าง การปรับตัวต่อการทำนาในภาวะแห้งแล้งอย่างเช่นปีนี้จะทำอย่างไร คำตอบด่วน ๆ จาก อ.สายฝน คุยกันบนรถระหว่างกำลังเดินทางกลับคือ “การเปลี่ยนสายพันธุ์ข้าวที่อายุสั้น การปลูกพืชอื่นเสริมหรือเปลี่ยนระบบผลิตที่ใช้น้ำน้อยไปเลย” การพูดคุยดูมีความหวังมากเลยนะ
แต่ก็ต้องสะดุดไปอย่างสิ้นหวังเมื่อเอยถึงโครงสร้างสังคมในปัจจุบัน เพราะวิธีข้างต้นรัฐบาลไม่ชอบนำไปใช้ ส่วนใหญ่ใช้การเยียวยาเมื่อผลผลิตเสียหายแล้ว จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ปัจจุบันนี้ชาวนาทำนาเพื่อหวังเงินช่วยเหลือมากขึ้น
พอช็อตฟีลจบแล้วก็หาวิธีสร้างกำลังใจกันเอง (เหมือนใบโพล่าเลย) “เรามีทีมผู้ก่อการดีแล้ว มีหมุดหมายแล้ว หากมีโอกาสได้รับโครงการ E-ACTS จริง ๆ ต้องทำได้สิ การจัดการภัยพิบัติโดยใช้เครื่องมือ RAPA จะยากสักแค่ไหน”
ปล.หากใครสนใจเครื่องมือ ท่านวิทยากรบอกว่า “กรุณา คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ (โดยไม่ต้องให้เครดิต) เพื่อนำไปสอนต่อ ให้มันกระจายไปเยอะ ๆ กันนะคะ” โดยโหลดได้ที่ลิงค์นี้นะ https://drive.google.com/drive/folders/1CWpa0PHEo31maynYB0KK_6NNnvmBkJWt?usp=sharing