จาก "ภาระ" สู่ "พลัง" วางแผนการเงินครัวเรือน

จาก "ภาระ" สู่ "พลัง" วางแผนการเงินครัวเรือน

การลงพื้นที่เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเก็บข้อมูลทางการเงินที่ตำบลไร่ครั้งนี้ ผมมีเวลาทำการบ้านพอสมควร ทั้งทบทวนข้อมูลเดิม ศึกษากลยุทธ์ และวางแผนเนื้อหาเป็น "วิทยากรกระบวนการ" มีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดดีลชวนครัวเรือนเป้าหมายมาร่วมจัดการการเงินอย่างเป็นระบบ

อีกเหตุผลที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ เพราะที่นี่คือที่ตั้งของ “ธนาคารประชาชนตำบลไร่” ที่ยกระดับมาจากศูนย์เรียนรู้ฯ โดยการบริหารเงินชุมชนจนได้ทำ MOU กับ ธกส. เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขที่ไม่ธรรมดา มีเงินสะสมหมุนเวียนมากกว่า 10 ล้านบาท สมาชิก 900 คน ภายใต้การนำของ ประธานประวิทย์ จุลนีย์ ผู้จัดการธนาคารฯ

สร้างความเชื่อมั่นให้บริการ การเงินชุมชนยืดหลัก 3 ก.

ผมรู้จักกับผู้ใหญ่ประวิทย์ตั้งแต่ปี 2565 สมัยท่านยังเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นผมลงพื้นที่ประสานงานจัดปฏิบัติการโมเดลแก้จน และพบว่าที่นี่มีกลไกทางการเงินชุมชนที่แข็งแกร่งมาก หัวใจสำคัญที่ผู้ใหญ่ยึดถือคือการสร้างความเชื่อมั่นผ่าน 3 ก. (กฎระเบียบ กติกา และกรรมการโปร่งใส) โดยมีบริการที่ครอบคลุม 4 แผนงาน

  1. รับฝากเงิน: ออมขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท พร้อมดอกเบี้ยรายปี
  2. ปล่อยกู้: สมาชิกยืมเงินดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 10 ต่อปี
  3. ถือหุ้น: หุ้นละ 120 บาท (สะสมได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อคน)
  4. สวัสดิการ: ครอบคลุมการ "เกิด เจ็บ ตาย" (ปัจจุบันสวัสดิการช่วยศพละ 50,000 บาท โดยสมาชิกช่วยกันสมทบศพละ 100 บาท)

จาก "ภาระ" สู่ "พลัง" วางแผนการเงินครัวเรือน

"สร้างวินัยก่อนให้ทุน" เปลี่ยนภาระเป็นสินทรัพย์

ผู้ใหญ่ประวิทย์อธิบายโมเดลนี้ได้เห็นภาพมากครับ ท่านยกตัวอย่างว่า ถ้าชาวบ้านคนหนึ่งลำบากจนไม่มีอะไรเลย ขั้นแรกต้องสมัครสมาชิกและเริ่มออมเงินให้ครบ 3 เดือนก่อน หากไม่มีเงินออมจริงๆ สมาชิกคนในชุมชนก็จะช่วยประคับประคองออกให้ก่อน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเข้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อฝึกทักษะอาชีพ 

เมื่อมีวินัยการออมและมีทักษะอาชีพแล้ว กรรมการจึงจะอนุมัติเงินกู้เพื่อการลงทุน โดยมีสมาชิกคอยให้คำแนะนำและติดตามผลจนกว่าจะตั้งตัวได้ ถ้าผ่านไป 1-2 ปี เขามีวินัยเพิ่มเงินออมแต่ละเดือน จ่ายหนี้ตรงเวลา และสะสมหุ้น ความมั่นคงในชีวิตก็จะตามมาเอง

นี่คือใช่เลย ต้นแบบโมเดลจัดการความรู้วางระบบการเงินรายคนและครัวเรือน ผมสนใจกลยุทธ์ที่นำวิสาหกิจชุมชนมาเป็นกลไกในการบ่มเพาะทักษะอาชีพและสร้างรายได้ แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ แม้ระบบจะดีแค่ไหน แต่ผู้ใหญ่ประวิทย์ก็ยอมรับว่าวิสาหกิจชุมชนบางกลุ่มยังไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะติดกับดักเรื่อง มาตรฐาน เทคโนโลยี และการตลาด ก็เหมือนกับอีกหลายแห่งที่ติดกับความท้าทายแบบนี้เช่นกัน

จะหาคนที่มีคุณลักษณะแบบนี้ได้ที่ไหนอาทิ เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นนักพัฒนา ครอบครัวมีความมั่นคง เป็นที่ไว้วางใจ และเป็นกัลยาณมิตร แต่เสียงในหัวผมดังขึ้นว่า “เอาผู้ใหญ่ประวิทย์ไปเลยได้ไหม” 

เมื่อความหวังกับความจริง

โดยเฉพาะที่ บ้านคำแหว หมู่บ้านบนภูของชาว "ไทบรู" ที่มีวิถีชีวิตพึ่งพากับธรรมชาติ และไม่ชอบการต่อรองพูดเพ้อเจอ ผมได้ฟัง แม่ไหว สะท้อนความในใจที่เจ็บปวดว่า ชาวบ้านมีความสามารถน้อย หน่วยงานลงมาสนับสนุนอะไรก็ชิบหายวายวอด เหมือนกับทุกครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เข้าใจว่าทำไมมองไม่เห็นบ้านคำแหว” คำปรามาสเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มปลีกตัวออกจากสังคม

อ่านถึงตรงนี้บางคนเริ่มอารมณ์ค้างจากที่มองเห็นแต่โอกาสทางรอด อยู่ ๆ กราฟดิ่งลงสุด ผมยังพาลงได้อีกนะ เพราะบ้านคำแหวและบ้านคำข่า อยู่ตำบลเดียวกัน แสดงว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดอยู่ตรงไหนแน่ๆ

ทำให้ผมนึกถึงหลักคิดที่อาจารย์ ดร.มาลี ส่งไลน์มาให้ปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคน ที่ว่า "เราต้องเปลี่ยนแปลงสถานะจาก Social Liability (ภาระทางสังคม) ให้กลายเป็น Social Asset (สินทรัพย์สังคม) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม" ซึ่งการแก้ไขความยากจนให้คนมีอาชีพ จะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับชุมชนตำบล

จาก "ภาระ" สู่ "พลัง" วางแผนการเงินครัวเรือน

"ไทบรู" ยอดนักสู้ยังมีความหวังใหม่

จากการเข้าร่วมโมเดลแก้จนเกษตรมูลค่าสูงปี 2565 ได้นำภูมิปัญญา "หมอยาสมุนไพร" มาทำสบู่ 5 สูตร แนวคิดโมเดลแก้จนมุ่งเน้นให้รวมกลุ่ม เพิ่มทักษะ สร้างอาชีพ เมื่อเกิดรายได้หักต้นทุนนำกำไร 30% เข้ากลุ่ม ทำให้ไทบรูรู้สึกว่าตนมีคุณค่ามากขึ้น

โชคดีที่วันนี้เรามีคนรุ่นใหม่อย่าง คุณเอมมี่ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบรูไฮ ที่พาสมาชิกมาลุยต่อ ซึ่งให้การสนใจแนวทางการจัดการการเงินครัวเรือนในระดับชุมชน แม้ปี 2568 จะมียอดขายเพียง 22,000 บาท และยังติดขัดเรื่องการขอมาตรฐาน แต่หัวใจสำคัญคือ การไม่ยอมแพ้

ผมชวนวิเคราะห์ศักยภาพโอกาสที่จะหารายได้มาวางแผนจัดการการฝากเงินออมในครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นภาระในอนาคตจะทำให้เสียโอกาส แต่ด้วยที่ทุกคนมีเป้าหมายมาจากบ้านแล้ว ความคิดเห็นจึงมาทางให้ความมั่นใจ...

  • บางคนเสนอว่า "เก็บมะขามขายได้วันละ 50 บาท"
  • บางคนบอก "ลงหนองหาปูหาปลามาขาย ออมเดือนละ 100 บาท ทำได้แน่นอน"
  • คุณเอมมี่อาสาเป็นคนรวบรวมเงินจากสมาชิกไปส่งธนาคารเอง สรุปจบที่ทุกคนตกลงสมัครสมาชิกธนาคารประชาชนก่อนวันที่ 10 มีนาคม 2569 นี้

เชื่อมทักษะสู่อนาคต

สิ่งที่ตำบลไร่กำลังทำ สอดคล้องกับเทรนด์โลกจากเวที WEF (World Economic Forum) ที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยสรุปไว้เรื่องการอัปเกรด Human Capital ผ่านโมเดล Skill Bridge เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยแรงจูงใจ สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ (Skills = Cash Flow) และ Silver Plus ดึงศักยภาพผู้สูงวัยในสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ 

การเปลี่ยนจาก "ภาระ" เป็น "สินทรัพย์" เริ่มจากการสร้างแรงจูงใจและเปลี่ยนพฤติกรรม การเงินในวันนี้ ไม่ใช่แค่การแก้หนี้ แต่มันคือการสร้าง "ทุนมนุษย์" ที่จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าที่แท้จริง "การจัดการความรู้และระบบการเงิน" ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้และเชื่อมั่นนั่นเองครับ


เรื่อง: แตงโม สกลนคร


จาก "ภาระ" สู่ "พลัง" วางแผนการเงินครัวเรือน
แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า

เกี่ยวกับแพลตฟอร์มแก้จน Sakon Nakhon Poverty Platform

Sakon Nakhon Poverty Platform